พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต


หงอกากี่ ชินวิถี 


               พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้) เมื่อ  พ.ศ. ๒๔๒๘ ได้แสดงความสามารถสร้างบ้านบำรุงเมืองให้เป็นที่ปรากฏจึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้เป็นที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เจ้าเมืองตรังในปีพ.ศ.๒๔๓๓และในปีพ.ศ ๒๔๕๕โปรดเกล้าให้เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต 

การสร้างอาคารรุ่นเก่าเหล่านี้ในยุคแรกนั้นมีอิทธิพลของจีนอยู่มากการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นตึกแถว ๒ ชั้น หรือชั้นเดียวกำแพงหนาเพราะใช้ตัวกำแพงรับน้ำหนักกระเบื้องหลังคา เป็นกระเบื้องโค้งแบบจีนรูปทรงหลังคาตลอดจนประตูหน้าต่างและส่วนต่างๆ ล้วนเป็นแบบจีนทั้งสิ้น

ในสมัยต่อมาจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นแบบตะวันตกเนื่องจากได้รับอิทธิพล ชิโน-โปรตุกีส"จากมลายูผ่านทางปีนัง ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีสในภูเก็ตเป็นลักษณะผสมผสานระหว่างแบบคลาสสิคเรเนสซองส์และนีโอคลาสสิคของยุโรป กับศิลปะแบบจีนผสมไทย มีอายุตั้งแต่ ๖๐ ถึง ๑๐๐ ปีมีลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือ นิยมใช้ซุ้มโค้งบนหัวเสา  (Arch:เป็นลักษณะเฉพาะของสถาปัตยกรรมโรมัน)ตึกแถวที่มีเสาและโค้งเรียงอยู่เป็นแนวอยู่หน้าตึกชั้นล่างซึ่งรับระเบียงชั้นสองทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่า "อาเขต" หรือหงอคาขี่ ในภาษาจีนฮกเกี้ยน ซึ่งหมายถึง ทางเดินกว้าง ๕ ฟุตจีน ที่มีหลังคาคลุมสามารถเดินได้ต่อเนื่องกันตลอดลักษณะอาเขตนี้เคยมีเหมือนกันในตึกแถวยุคแรกๆของกรุงเทพฯ แถวเสาชิงช้าเจริญกรุง บำรุงเมือง เป็นต้น
ตึกแถวแบบชิโน-โปรตุกีสของย่านเมืองเก่าภูเก็ตนี้ ได้รับอิทธิพลในการก่อสร้างมาจาก ปีนัง มะละกา และ สิงคโปร์ องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ของเปลือกอาคารด้านหน้า คือ    
                 ทางเดินเท้าหน้าอาคาร “หงอคากี่  ซึ่ง หงอคากี่ เป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน แปลตามความหมายว่า “ทางเดินเท้ากว้าง ฟุต เป็นทางเดินเท้าหน้าตึกแถวมีซุ้มโค้งยาวต่อเนื่องตลอดทั้งชุดของตึกแถว ซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาในการออกแบบให้เหมาะสมกับภูมิอากาศร้อนชื้นซึ่งมีฝนตกและแดดออกฝันแปรสลับกันไปทุกฤดูกาล


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กฎหมายมรดก